ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

มีหลัก

๒๘ ต.ค. ๒๕๖๖

มีหลัก

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๙๗๖. เรื่อง “ขอกำลังใจ”

กราบหลวงพ่อ ลูกเป็นซึมเศร้า มันทุกข์ระทมจนหัวใจจะออกจากร่าง มันทุกข์ขนาดนั้นเลยหลวงพ่อ เราคงทำกับใครไว้ ไม่อย่างนั้นคงไม่เจอแบบนี้ ลูกก็ขอโทษเขา แผ่เมตตาให้เขา

ไปหาหมอรักษาประมาณ ๘ เดือน ลูกหยุดไปหาหมอ เพราะผลข้างเคียงและไม่ดีขึ้นมากเท่าที่ควร ลูกคิดว่าป่วยจิตก็ต้องรักษาที่จิต หักดิบเลย หยุดทันที แทบตายหลวงพ่อ เพราะยาพวกนี้ต้องค่อยๆ ลดปริมาณลง ห้ามหยุดทันที แต่ผ่านมาได้เพราะพุทโธ

ลูกจะบริกรรม พุทโธเมนาโถ ธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ ก่อน แล้วตามด้วยพุทโธ เพราะถ้าพุทโธเลยไม่ได้ มันต้านพุทโธ มันจะตีกันแบบโกรธพุทโธ มันไม่ยอมให้พุทโธ หงุดหงิด มันไม่ลงให้พุทโธเจ้าค่ะ บางครั้งมันไม่ลงให้คำบริกรรมใดๆ ลูกก็หยุดพูดกับตัวเองว่า ก็เราทำมา กรรมมันให้ผล ไปบังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา ถ้าตัวเราก็ต้องบังคับมันได้สิ

เวลากลางคืนจะสะดุ้งตื่น ฝันร้าย ทุกข์ กลัว ทรมานค่ะหลวงพ่อ ทางการแพทย์เขาว่าเป็นอาการแพนิก ลูกคิดว่าแพนิกก็ทำหน้าที่เขาไป ส่วนลูกก็มีหน้าที่บริกรรมไปอย่างเดียว ภาวนาอย่างนี้หลายเดือน จนคืนหนึ่งมีอาการ ลูกก็ภาวนาไป แต่ลูกก็หัวเราะ เพราะลูกเห็นว่าลูกบริกรรมอยู่ ความทุกข์ก็มีอยู่ แต่มันแยกกันเจ้าค่ะ คือความทุกข์มันไม่ใช่เรา หลวงพ่อ ลูกเห็นว่ามันแยกกัน ลูกเลยหัวเราะว่าความทุกข์ทำอะไรเราไม่ได้ค่ะ

ภาวนานี้เป็นที่พึ่งของลูกจริงๆ หลวงพ่อช่วยชี้แนะเพิ่มเติมค่ะ ถ้าถูกผิดอย่างใด ลูกขอกำลังใจจากหลวงพ่อด้วยเจ้าค่ะ

ตอบ : โดยธรรมชาติ เวลาทางโลก ถ้าโรคภัยไข้เจ็บ ทางการแพทย์พิสูจน์ได้ แต่ทางธรรมๆ เวลาครูบาอาจารย์ท่านเทศนาว่าการ ป่วยจิต คนเราเกิดมามีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก นั่นน่ะก็คืออาการอาการหนึ่งเหมือนกัน แต่มันเป็นความป่วยแบบคนที่มีสติสัมปชัญญะ มันไม่ใช่ป่วยแบบทางการแพทย์เขาพิจารณาว่าเป็นแพนิก เป็นซึมเศร้า เป็นต่างๆ

ถ้ากรณีอย่างนี้ เวลาถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม อยู่กับท่านมา ท่านบอกให้ไปหาหมอ เพราะยาทางการแพทย์มันช่วยบรรเทา มันช่วยควบคุมประสาท ช่วยควบคุมอย่างใดก็แล้วแต่ เพราะเราไม่มีกำลังพอ แล้วพอเรามีสติสัมปชัญญะหรืออาการมันดีขึ้น เราค่อยๆ ผ่อนยาลง ผ่อนยาลง จนกลับมาเป็นปกติ ถ้าเป็นปกติ เราก็เลิกยาทางโลก แล้วก็มาหัดพุทโธๆ ของเรา

ทีนี้ว่าพุทโธของเรา เห็นไหม เวลาคำถาม หนูเป็นซึมเศร้า เป็นแพนิก แล้วมันทุกข์ทรมานมาก

มันทุกข์ทรมานมากเพราะเรามีสติสัมปชัญญะ แต่ถ้าอาการมันหนักขึ้นๆ มันไม่ใช่ทุกข์ทรมานมาก มันไปกับเขาหมดเลย ควบคุมตัวเองไม่ได้เลย อาการจะหนักขึ้น หนักขึ้นไปอย่างนั้น แล้วอาการอย่างนี้ มันก็เดี๋ยวเข้มข้น เดี๋ยวเบาบาง เดี๋ยวดีขึ้น เดี๋ยวเลวลง มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ แต่จิตไม่เคยตาย จิตไม่เคยตาย จิตไม่เคยตายไง

เวลาป่วยทางจิต ป่วยทางการแพทย์ แต่ทางธรรมๆ ป่วยเพราะมีอวิชชา ป่วยเพราะมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วมันบีบคั้นทำลายขนาดไหน จิตนี้ก็ไม่เคยตาย จิตนี้ไม่เคยตาย

จิตไม่เคยตาย ทำดีทำชั่วเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเกิดอนาคตแน่นอน แล้วอนาคตไป เวลาเกิดมาแล้วร่างกายสมบูรณ์ พออยู่ไปๆ อาการมันออกแล้ว เห็นไหม อย่างที่คำถามไง

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราทำมาๆ เราทำมาแล้วเรามีสติสัมปชัญญะของเรา แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติในปัจจุบันนี้ของเรา ถ้าฝึกหัดปัจจุบันนี้ เห็นไหม

เวลาลูกศิษย์ของเราเขาไปหาหมอ เป็นมะเร็ง หมอให้ทำอย่างไร ทำตามหมดเลย แล้วหาย แล้วหมอเขาพูดชมมา แล้วเขาก็มาเล่าให้เราฟัง บอกว่า ตั้งแต่รักษามาไม่เคยเจออย่างนี้เลย ร่วมมือกับทางการแพทย์ ๑. รักษาง่าย ๒. ความรู้สึกนึกคิดมันไม่กระตุ้นอาการเจ็บไข้นั้น แล้วเวลารักษาหาย รักษาหายได้ง่ายขึ้นด้วย

นี่ก็เหมือนกัน เวลาซึมเศร้า เป็นแพนิก เราเป็นสิ่งใดก็แล้วแต่ เราเป็นเราก็รู้ เพราะเราไปหาหมอ นี่ถูกต้องชอบธรรม เพราะหมอให้ยามา แล้วหมอจะบอกว่าห้ามภาวนานะ เพราะคนภาวนาแล้วหลุดนี่มี แล้วไปหาหมอ หมอบอกว่านั่นน่ะเป็นการกระตุ้น

แต่ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ เพราะเราจะชนะกิเลสเรา เราจะชนะความผิดพลาดของเรา เราตั้งสติของเรา แล้วเราพุทโธของเรา ถ้าพุทโธได้ก็พุทโธ พุทโธไม่ได้ กินยา แล้วค่อยๆ

ไม่ต้องไปใช้วิปัสสนา ใช้ปัญญา จะละ จะสิ้นกิเลส

เดี๋ยวสิ้น ตาลอยหมดเลย แล้วเข้าโรงพยาบาลต่อ สิ้นอย่างนั้นน่ะไม่เป็นประโยชน์

มันอยู่ที่สติสัมปชัญญะ เราหาเหตุหาผลของเรา

สิ่งที่โรคภัยไข้เจ็บ เพราะว่าทางการแพทย์ เวลาผู้หญิงท้อง เราต้องทำอารมณ์เราให้แจ่มใส เด็กในท้องมันจะได้แข็งแรง สิ่งที่ความเครียดมันกดดัน ความทุกข์ความยากทางโลก หน้าที่การงานมันกดดัน มันให้ผลทั้งนั้นน่ะ

แต่ถ้าธรรมโอสถๆ ไง

มันเป็นกรรมของสัตว์ มันกดดันเรานะ ทุกอย่างมันกดดันมาหมดเลย แล้วเราก็กดดันตัวเราเองอีก ถ้าเราไม่กดดันตัวเราเอง เราไม่เห็นผิดอะไรเลย ถ้าผิดเราก็แก้ไข ทุกคนเกิดมาก็ทำความผิดพลาดมาบ้างทั้งนั้นแหละ ถ้าความผิดพลาด เราอยากแก้ไข เราอยากทำคุณงามความดี

แล้วถ้าทำงานที่ใด ถ้ามีหัวหน้าที่ดีงาม เขาก็เมตตาเรา ถ้าไปที่ใด ถ้าหัวหน้าเขาเห็นแต่ผลงาน เห็นแต่จะเอางานของเขา แล้วขูดรีด เราก็ทำของเรา ว่ามันเป็นกรรมของสัตว์ เรามาเจอสภาพแบบนี้ แล้วถ้าถึงเวลาเราเติบโตขึ้นมา เราอย่าไปทำเขานะ เราอย่าไปรังแกใคร เราอย่าไปบีบคั้นใคร เราช่วยเหลือเจือจานเขา นี่มันเป็นผล เป็นผลจากการเรามีสติปัญญา

นี่พูดถึงสิ่งที่ว่าเป็นโรคแพนิก แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร

เราจะบอกว่า หาหมอนะ เพราะยานั้นน่ะมันช่วยควบคุม ช่วยให้เรามีสติสัมปชัญญะ เราจะบอกว่า มันจะช่วยให้เราภาวนาง่ายขึ้น แต่อาการของจิต เวลายามันให้ผลแล้วมันกดประสาท มันกดดันมาก

คนที่เจ็บป่วย ไม่อยากพูดเลยว่าลูกศิษย์เราเจ็บป่วยเยอะมาก เดี๋ยวจะหาว่าเราสอนให้เจ็บป่วย แล้วคนที่กินยา คนที่เจ็บป่วยจะมาพูดกับเรามา มาปรึกษาเราตลอด

เพราะเราเคยอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะมา โรคเศรษฐีคือโรคนอนไม่หลับ คนมีเงินมีทองมีอาการนอนไม่หลับทั้งนั้นน่ะ แล้วก็กินยานอนหลับ แล้วกินยาแล้ว เพราะเราอุปัฏฐากหลวงปู่เจี๊ยะ

หลวงปู่เจี๊ยะเวลาพูดกับพวกนี้ “กิน กินยาเลย ไปหาหมอ แล้วลดยาลงเรื่อยๆ ถ้ามันนอนได้ เหลือครึ่งเม็ด เหลือหนึ่งในสี่ของเม็ด แล้วเราก็หยุดยาของเรา”

เราเอาหลักนี้มาใช้กับลูกศิษย์ เจ็บไข้ได้ป่วยไปหาหมอ

แล้วเวลายาคลายเครียด หมอกินทั้งนั้นน่ะ

ไอ้พวกเราไม่กล้าไปหาหมอ กลัวจะบอกว่าเราเป็นคนบ้า

เราบ้ากิเลสอยู่แล้ว บ้าเงินบ้าทอง บ้ายศถาบรรดาศักดิ์ มันบ้าอยู่แล้ว เราวางของเราให้ได้ ไปหาหมอ แล้วหมอให้ยามา นั่นเป็นประโยชน์กับเรา

แล้วหมอบอกห้ามภาวนา แต่เราภาวนาด้วยสติสัมปชัญญะ เราภาวนาด้วยความดีงาม เราทำของเรานะ

นี่ขอคำแนะนำ

คำแนะนำก็สติปัญญารักษาเรากลับมา แล้วมันจะกลับมาของเราได้ จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๗๗. เรื่อง “รายงานผลหลวงพ่อ”

หลวงพ่อเจ้าคะ เมื่อปีที่แล้วลูกเคยเขียนมาเกี่ยวกับเรื่องแมวลูกเสียชีวิต ลูกเสียใจมาก ปีนี้เสียใจอีกค่ะ ร้องไห้น้อยมาก ตัวล่าสุดเวลาใกล้ตาย เขาชัก ลูกคิดว่าช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย กรรมใครกรรมมันจริงๆ ได้แต่กอดเขาไว้เบาๆ แผ่เมตตาจนเขาสิ้นลม ลูกไม่ร้องไห้เลยเจ้าค่ะ นี่ผลจากการภาวนาเจ้าค่ะ หลังจากสิ้น ลูกคิดว่าเราไม่มีสิทธิ์ทำบาปใดๆ เลย ต้องคิดดี ทำดี พูดดี ทาน ศีล ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญาเท่านั้นเป็นที่พึ่ง ความคิดเหล่านี้ลูกก็รู้มานาน แต่ครั้งนี้มันเข้าใจ มันเข้าไปถึงจิตใจเราค่ะหลวงพ่อ ลูกขอกราบขอบพระคุณ

ตอบ : อันนี้ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะนะ แล้วเราเห็นถูกเห็นผิดในตัวของเรา มันเป็นบุญเป็นกุศลของเรา มันฉลาดขึ้น

เวลาถ้าเราผิดพลาดหรือเราเสียหายสิ่งใดขึ้นมา เวลาใครทำสิ่งใด ไปโกรธเขา ไม่พอใจเขา แต่ถ้าเราคิดได้เอง เห็นไหม นี่ไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถึงที่สุดท้ายแล้ว จิตของเราเท่านั้น ถึงที่สุดท้ายแล้ว จิตตภาวนา

เวลาแก้ไขกิเลสๆ เวลาจิตตภาวนา ภาวนามยปัญญามันเกิดขึ้น มันมหัศจรรย์กับจิตนั้น แล้วพูดกับใครไม่ได้หรอก ต้องไปพูดกับครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านภาวนาเป็น

ถ้าไปพูดกับครูบาอาจารย์ของเราที่ไม่ภาวนาเป็นนะ เขาจะพาออกถูลู่ถูกังไปเลยน่ะ อารมณ์ส่งออก จิตส่งออกไม่ได้ ร้อยแปดพันเก้า ภาวนาไม่เป็นมันพูดผิดหมดน่ะ เพราะมันไม่เคยรู้เห็นตามความเป็นจริง

ถ้ารู้เห็นตามความเป็นจริงนะ วิถีแห่งจิตมันเริ่มคิดอย่างไร คิดตอนไหน คิดแล้วมันรุนแรงหรือมันเบาบางลง คิดแล้วมันหยุดคิดได้หรือไม่ พอหยุดคิดแล้วมันเป็นสัมมาสมาธิ แล้วมันฝึกหัดใช้ปัญญา วิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นหรือไม่

ภาวนามยปัญญาเกิดขึ้น ภาวนามยปัญญาไม่เกิดจากการศึกษา ไม่ได้เกิดจากการค้นคว้า มันเกิดจากภาวนามยปัญญา เกิดจากจิต เกิดจากการกระทำ เกิดจากมรรค ๘ โดยความสมบูรณ์แบบ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ความชอบธรรม เวลามันเห็นอย่างนั้นน่ะมหัศจรรย์ของเรา

นี่พูดถึงว่าถ้าจิตมันดีขึ้นนะ ถ้าดีขึ้น เราก็พัฒนาของเราขึ้น

“เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย”

ถ้ามีธรรมในตู้พระไตรปิฎกนะ เขาล็อกกุญแจไว้ไม่ให้เราพึ่งอีกต่างหาก เห็นไหม ในวัดในวามีตู้พระไตรปิฎกก็ล็อกกุญแจไว้ ไอ้ศึกษาค้นคว้าก็ไม่ได้ทำ เวลาภาคปริยัติก็ศึกษาค้นคว้าแล้ว ก็ว่าเรารู้ๆ ไง

เวลาภาคปฏิบัติวางไว้หมดเลยไง เวลามันเกิดขึ้นเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ภาวนามยปัญญามันเกิดขึ้น มันทำให้เราฉลาด เราเป็นผู้ค้น เป็นผู้รู้ เป็นผู้เห็นผิดของเราเอง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ เราเป็นที่พึ่งของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันเป็นจริงในใจของเราขึ้นมา แล้วเราจะไม่ทำความผิดพลาดใดๆ ให้มันมากขึ้น แล้วพยายามทำความผิดพลาดให้น้อยที่สุด แล้วฝึกหัดภาวนาของเราไป นี่คือมัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาที่เราฝึกหัดกันอยู่นี่ไง จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๗๘. เรื่อง “สงสัยในการภาวนาเจ้าค่ะ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ

๑. ภาวนาพุทโธ แสงสว่างจ้า พุทโธต่อ เริ่มเบา จากพุทโธที่เบาจนมันดับอยู่แถวคอจนถึงหน้าอก แต่ว่าก็ยังคิดได้อยู่ ก็สงสัยว่าอันนี้คือรวมหรือยังคะ ทำไมไม่เห็นได้อะไรเลย ลองจับร่างกายดู มันจับหัว จับขาไม่ได้ เหมือนกับจำกัดอยู่แถวคอจนถึงกลางหน้าอก สงสัยว่าต้องพุทโธหรือทำอย่างไรเจ้าคะ

๒. ลองฟังเทศน์หลวงปู่เจี๊ยะท่านว่า พุทโธสักครึ่งชั่วโมง แล้วจับตา หู จมูก แก้ม หน้าผาก ก็ลองจับตามดูเจ้าค่ะ หวังว่าจะเกิดความสลด แต่พอพุทโธแล้วไปจับร่างกายวนซ้ำไปซ้ำมามันกลับสว่างขึ้น เย็นขึ้น เหมือนสมาธิจะมากขึ้น ไม่เห็นร่างกายตามที่คิดเจ้าค่ะ

๓. ชอบมีความคิดชมตัวเองว่าดีกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น เห็นใครดีกว่าจะต้องหาข้อตำหนิในใจไปทั่ว ไม่มากก็น้อย ลูกก็ว่าตัวเองกลับ ก็ยังผุดขึ้น จนรู้สึกอายความคิดตัวเองเจ้าค่ะ แก้ไขอย่างไรดีเจ้าคะ ใช้พุทโธช่วยแป๊บๆ มันก็มาใหม่อีกเจ้าค่ะ ไม่หายสักทีเจ้าค่ะ

น้อมกราบหลวงพ่อ

ตอบ : ไอ้ที่ฝึกหัดพุทโธๆ ถ้าเราฝึกหัดพุทโธของเรา ถ้าจิตสงบมันก็สงบเข้ามา ถ้าจิตมันสงบเข้ามา สงบด้วยความเป็นจริงไง ถ้าพุทโธๆๆ ให้เป็นความเป็นจริงไง

ฉะนั้นบอกว่า พุทโธจนเกิดความสว่างจ้า พุทโธเริ่มเบาลง

สว่างจ้า อะไรสว่าง คนเรานะ ใกล้เป็นลมมันก็สว่างจ้า คนเราเวลามันเจ็บไข้ได้ป่วย มันไปโดนอุบัติเหตุ ดาวยิบยับๆๆ เลย

ไอ้ที่เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติไง แหม! จิตสว่างๆ

สว่างอะไรของเอ็ง พระอาทิตย์สว่างกว่าอีก จิตสว่าง จะจิตสิ่งใดก็แล้วแต่ บ้านเรา เราเข้าบ้าน เดี๋ยวนี้มีรีโมตแล้ว มันเปิดไฟตั้งแต่นอกบ้านเลย สวิตช์มันปิดเปิด มันก็มืด มันก็สว่าง

นี่เหมือนกัน ความสว่างๆ โดยธรรมชาติ

เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินะ เวลาจิตมันสงบแล้วมันก็คือสงบตามธรรมชาติของมัน แล้วถ้าสงบธรรมชาติของมัน สงบตามข้อเท็จจริง ถ้าสงบตามข้อเท็จจริง มันมีความสุข ความปกติสุข สมาธิคือความปกติสุข

แต่ที่เห็นแสงสว่าง เห็นต่างๆ มันส่งออกทั้งนั้น แล้วมันส่งออกแล้วมันได้อะไรขึ้นมา ดูในกรุงเทพฯ สิ เวลารถวิ่งมา โอ้โฮ! แสงเต็มไปหมดเลย เป็นลำแสงเลย ไฟรถ โอ้โฮ! สว่างทั้งถนนเลย คนขับรถมาเกิดอุบัติเหตุชนกันน่ะ ชนทีหนึ่งอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ๖ คัน ๗ คันนั่นน่ะ แสงสว่างพาให้ไปชนกันนะ

อันนี้ก็เหมือนกัน เขาบอกว่าพุทโธๆ สว่างจ้า

ไร้สาระ ไร้สาระ

ฉะนั้นว่า มันจะสว่าง มันไม่สว่าง มันต้องมีสติสัมปชัญญะ พุทโธๆ ก็คือพุทโธ พุทโธเพื่อจิตสงบ แล้วจิตสงบแล้วคือจิตมันสงบ สว่างจ้ามันคืออะไร ก็เอ็งส่งออกไปไง แล้วเป็นอุปาทานด้วย อุปาทานเพราะอะไร

เพราะมันสว่างจ้า จ้าอยู่อย่างนั้นน่ะ

นี่กิเลสซ้ำซ้อน

โดยการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์เรา เราต้องการระงับกิเลสและชำระล้างกิเลส กลายเป็นกิเลสมันซ้ำซ้อน กิเลสมันปลิ้นปล้อนไง มันก็เอาคุณงามความดี เอาสิ่งที่เราปรารถนามาอ้าง

“จิตสว่าง จิตสว่าง”

จิตสว่าง เอ็งพร่ำเพ้อทำไม จิตสว่างมันต้องปกติสุข มันต้องมีสติสัมปชัญญะว่าขณะนี้จิตเราเป็นอะไร จิตเราดีหรือจิตเราไม่ดี จิตเราทุกข์หรือจิตเราไม่ทุกข์

สว่างจ้า สว่างจ้า ทุกข์ไหม ทุกข์เกือบตาย เพราะอะไร เพราะไม่เห็นมันได้อะไรเลย จะพิจารณาอะไรก็ไม่ได้

มันจะไปพิจารณาอะไรได้ เพราะกิเลสมันหลอกมึง กิเลสมันหลอกมึงอยู่แล้ว

โดยธรรมชาติ โดยธรรมชาติของครูบาอาจารย์เรา จิตสงบก็คือจิตสงบ

หลวงปู่มั่น เวลาหลวงตาท่านเล่าให้ฟัง อยู่บ้านผือ

“จิตเป็นอย่างไร”

ท่านถามอย่างเดียวว่า “จิตเป็นอย่างไร”

ถ้าจิตสงบ เขารู้ว่ามันสงบ สงบแล้ว สงบแล้วมีความสุขไหม ถ้ามันจิตสงบหมดนะ ในวัดจะไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้นเลย เพราะพระทุกองค์มีความสุขในใจ พระทุกองค์อิ่มเอิบชื่นบาน พระจะไปวุ่นวายอะไรกับใคร

ไอ้พระที่มันจะไปวุ่นวายเพราะมันฟุ้งซ่าน ไอ้นู่นก็ผิด ไอ้นั่นก็ไม่ใช่ ไอ้นั่นก็ไม่ได้สมความปรารถนา พระองค์นั้นดีกว่ากู พระองค์นี้ภาวนาเก่งกว่า จะเอาความปกติสุขมาจากไหน

แต่ถ้ามันเป็นสมาธิ จิตมันปกติสุข อิ่มเอิบ โอ้โฮ! มีความสุขมาก บวชมาเป็นพระ เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ภาวนานี่จิตสงบเลย ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์นะ มันบอกว่าเรานิพพานแล้ว เราสงบไง

นี้หลวงปู่มั่นท่านจะฟาดหัวเอา “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร”

ถ้าจิตมันสงบ จิตมันสงบคือจิตมันอิ่มเอิบ อิ่มเอม เบิกบานอยู่ในตัวของมัน แล้วถ้าจิตมันมีความสงบสุข ถ้าทำความสงบบ่อยครั้งเข้าๆ จิตนี้เป็นเอกัคคตารมณ์ จิตนี้ตั้งมั่น จิตนี้ตั้งมั่น จิตนี้มีกำลัง จิตนี้มีกำลังแล้วน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง

ถ้าจิตภาวนาสับปลับ ไม่ได้เหตุไม่ได้ผล ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร “จิตสว่าง สว่างจ้าเลย โอ้โฮ! มีความสุขมาก”

พร่ำเพ้อ แล้วไม่เห็นได้อะไรเลย ก็ได้ขี้โม้ไง ได้อวดเขาไง ได้อะไร ไร้สาระ

ในวงกรรมฐานนะ จิตสงบแล้วเห็นนิมิตก็ยังส่งออกเลย จิตส่งออกหมด แล้วส่งออก ส่งออกจากอะไร

ส่งออกจากจิตที่มันมีกำลัง

โดยปกติจิตมันเป็นอิสระ มันโดนกิเลสครอบงำคิดตามอำนาจของมัน มันเป็นอิสระบ้าง มันก็มีกำลังของมัน แล้วทำอย่างไรต่อ ทำไมไม่ทำความสงบต่อเนื่องๆ

ถ้าทำความสงบต่อเนื่องได้ จิตสงบแล้ว ถ้าไม่เห็นกาย ก็น้อมไปเห็นกาย ถ้าเห็นกายนะ โอ้โฮ! มันขนพองสยองเกล้า นั่นน่ะเป็นตามข้อเท็จจริง ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง

ถ้ามันไม่เป็นข้อเท็จจริง ก๊อบปี้เอาไง สัญญาไง ฟังเทศน์บอกจิตสงบแล้ววิปัสสนาจะเห็นกายอย่างนั้น พอสว่างจ้า

ไม่ต้องจ้าหรอก นั่งอยู่นี่พระอาทิตย์ขึ้น สว่างหมดน่ะ

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ถ้าปัจจัตตัง ปัจจัตตังมันเป็นเฉพาะ แล้วสันทิฏฐิโกรู้แจ้ง แล้วนี่เรารู้อะไร รู้เกือบเป็นเกือบตาย นี่ดีนะ

เพราะเขาว่า ไม่เห็นมันได้อะไรเลยเจ้าค่ะ ข้อที่ ๑. ไม่เห็นได้อะไรเลย ให้พิจารณาก็พิจารณาไม่ได้

ไม่ได้ แล้วถ้าไปเห็นครูบาอาจารย์ที่ไม่เป็น โอ้โฮ! พอจิตสว่างจ้านะ เขาจะกราบเองเลยนะ โอ้โฮ! เก่ง

แต่ในวงกรรมฐานที่รู้จริงนะ ไร้สาระ

สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิความถูกต้องชอบธรรม มิจฉา มิจฉาสมาธิ เป็นมิจฉา เป็นอุปาทาน เป็นกิเลสมันป้อนให้ การปฏิบัติน่ะ

ถ้าพูดอย่างนี้เดี๋ยวมันจะแรงไปไง

จะบอกว่า คนเราอยู่ที่วาสนา วุฒิภาวะสูงต่ำ ถ้าวุฒิภาวะอ่อนแอมันก็ได้แค่นี้ แล้วก็เชื่อว่ามันภาวนาแล้วดีงาม มันจะไปของมันไง

ถ้ามีวุฒิภาวะ เริ่มการปฏิบัติ การศึกษา เราต้องมีถูกมีผิดมาทั้งนั้น แล้วถ้ามีถูกมีผิดมาทั้งนั้น เราจะหาความที่ถูกต้องชอบธรรม

พุทโธไว้ชัดๆ มีสติสัมปชัญญะไว้ไม่ให้มันส่งออก ไม่ให้มันรับรู้ บังคับ บังคับให้มันอยู่กับพุทโธ แล้วมันเป็นอย่างไรให้มันรู้จริงขึ้นมา แล้วถ้าไม่เป็นจริง วางๆๆ ให้มันสงบตามข้อเท็จจริง นี่ข้อที่ ๑.

“๒. ลองฟังเทศน์หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านว่าให้พุทโธครึ่งชั่วโมง แล้วจับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมันจะรู้เห็นของมันไง ก็ลองทำอย่างนั้นแล้วมันไม่เห็นได้อะไรเลย”

ไม่ได้ เราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะมา หลวงปู่เจี๊ยะบอกเลย บังคับให้จิตอยู่ตามข้อกระดูก จากข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก บ่า ขึ้นไปบนศีรษะ ไปบ่าซ้าย บ่าขวา แล้วลงไป วนอยู่อย่างนี้

ถ้าในความเห็นของเรา การวนอยู่อย่างนี้ก็เหมือนพุทโธๆ นั่นแหละ

ท่านบอกว่า กำหนดจิตไว้กับร่างกายนี้ ๓–๔ ชั่วโมง ถ้ามันอยู่ได้ นั่นน่ะ ถ้ามันอยู่ได้ก็คือพุทโธได้ ถ้ามันอยู่ไม่ได้ มันก็แฉลบ มันก็ออก

การที่จิตนี้กำหนดตามกระดูก ตามโครงสร้างของร่างกายให้ได้ ๒–๓ ชั่วโมง ถ้าจิตมันอยู่ได้ ๒–๓ ชั่วโมงโดยไม่แฉลบเลย มันก็เหมือนพุทโธของเราไม่หลุดเลย

กำหนดจิตไว้อยู่ในข้อกระดูก ในร่างกาย ถ้าอยู่ได้ ๒–๓ ชั่วโมง นั้นเป็นสมถะ

ไปฟังเทศน์ในเทปของท่านได้เลย

แล้วพอจิตสงบแล้วก็ให้มันอยู่ในกระดูกอย่างเดิมนั่นแหละ แต่ถ้ามันสงบแล้ว เพราะมันอยู่ในกระดูกอย่างนั้น ถ้าจิตมันเห็นกระดูกนะ โดยวิปัสสนา นั้นมันจะเห็นไปอีกลักษณะหนึ่ง

สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน มันเป็นคนละลักษณะ แต่มันอยู่ในโครงกระดูกของเราเหมือนกัน แต่โครงกระดูกที่เราอยู่ในสติสัมปชัญญะอยู่กับโครงกระดูกนี้ ถ้าอยู่ได้ พุทโธต่อเนื่องได้ พุทโธต่อเนื่องได้ มันอยู่กับพุทโธจนมันไม่แฉลบ ไม่ไปรู้เห็นแสง เห็นบ้าบอคอแตก

ให้มันสงบของมันได้ สงบแล้วถ้าไปเห็น เห็นโดยคนมีสติสัมปชัญญะ เห็นโดยคนมีสติปัญญา ไม่ใช่เห็นแบบเด็กๆ ไม่ใช่เห็นแบบคนที่ไม่รู้ ไม่ใช่เห็นแบบคนตื่นเต้น

เห็นโดยข้อเท็จจริง นั่นคือจิตเห็น ไม่ใช่กิเลสพาเห็น ไม่ใช่กิเลสหลอกให้เห็น

มันมีจิตที่มันเป็นปุถุชนคนหนา จิตที่เป็นกัลยาณชน จิตที่ยกขึ้นสู่บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ มันยังละเอียดลึกซึ้งเข้าไปเป็นชั้นๆ อีกยาวไกล นี้คือครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติ ครอบครัวกรรมฐานที่ปฏิบัติตามแนวทางของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น

ไม่ใช่ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง ไอ้นู่นก็นิพพาน ไอ้นี่ก็นิพพาน ไอ้นู่นก็เป็นพระอรหันต์ ไอ้นี่ก็สิ้นกิเลส นอนหลับไปตื่นมาก็สิ้นกิเลส ฝันว่าสิ้นกิเลสก็สิ้นกิเลส

ปวดหัว กลับบ้านมึงไป บ้านใครบ้านมัน จบ

“๓. ชอบมีความคิดชมตัวเองว่า ดีกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น เห็นใครดีกว่าก็จะต้องหาข้อตำหนิในใจทั่วไปบ้าง ไม่มากก็ต้องน้อย ลูกว่าตัวเองกลับมา มันกลับต่อต้านขึ้นมา”

นี่ดูกิเลสสิ กิเลสนี้เป็นนามธรรม ถ้าเป็นตัวอักษร เราก็ต้องเขียน ถ้าเป็นกฎหมายก็ต้องบัญญัติขึ้น ถ้าเป็นสัญญาข้อตกลงก็ข้อตกลง แต่กิเลสมันขี่คอตลอด แป๊บๆๆ มันไปของมันน่ะ นี่คือจริตนิสัย นี่ไง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครทำสิ่งใดมามันก็เป็นจริตเป็นนิสัย เป็นสันดาน สันดานใครสันดานมัน สันดานที่ได้สร้างสมมา นี่ไง ผลของวัฏฏะ

ฉะนั้น เรามีสันดานอย่างใด ก็ต้องเริ่มต้นจากสันดานของเรานี่แหละ เรามีบุญมีบาปมากน้อยแค่ไหน การประพฤติปฏิบัติก็เริ่มต้นจากภวาสวะ จากภพ จากจิตของตน ถ้าจากจิตของตนก็ต้องขวนขวาย ต้องมีการกระทำของเรา

ถ้าเป็นปัญญาชน เป็นคนที่เป็นพระโพธิสัตว์ เขาคิดดี ทำดีของเขา เขาไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจนะ เขาไม่คิดว่าเราไม่มีวาสนา วาสนาก็เกิดจากน้ำมือเราทั้งนั้น วาสนาก็เกิดจากมโนกรรมที่เราคิดดี ทำดี สร้างดีของเราทั้งนั้น

วาสนามันจะมาจากใคร ใครจะเอาวาสนามาสวมให้เรา ใครจะเอาวาสนามาทุ่มใส่เรา วาสนาก็เราทำขึ้นมา แล้วนี่ก็เกิดเป็นมนุษย์แล้วไง ก็เราทำมา เราก็ทำของเราต่อไป

ฉะนั้น ชอบคิดชมตัวเอง

เราว่าถูกต้องนะ คิดชมตัวเองว่าเกิดเป็นมนุษย์นะ มองไปที่สัตว์สิ มองไปคนที่เกิดมาทุกข์ยากสิ แล้วถ้าอยากให้ดีขึ้น ก็มองเทวดา อินทร์ พรหมสิ

คิดชมตัวเอง

ชมตัวเองแล้วตัวเองมีความสุขไหม ชมตัวเอง ตัวเองดีจริงหรือเปล่า ถ้าดีจริงมันก็ต้องทำสมาธิได้จริงสิ ถ้าดีจริงก็ต้องวิปัสสนาเป็นสิ ถ้าดีจริงก็ต้องสิ้นกิเลสไปแบบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ

ไอ้นี่ชมตัวเองให้กิเลสมันหลอกซ้ำซ้อน

ถ้ามันติเตียนตัวเอง มันก็เป็นภาระหนักหน่วง ถ้ามันชมตัวเอง มันก็เป็นสิ่งที่ชื่นชม แต่ไม่ใช่ไปเปรียบเทียบแล้วย่ำยีใครทั้งสิ้น น่าสงสาร

หลวงปู่มั่นเวลาท่านอบรมบ่มเพาะลูกศิษย์ท่านน่ะ หลวงตาท่านพูด ถ้าใครภาวนาเป็น ท่านเต็มไม้เต็มมือเลย แต่ถ้าใครภาวนาไม่ได้ จะไปติเตียนอะไรเขา เขาทุกข์และเขาเสียใจ

คนภาวนาสุดวิสัย ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ถ้าไม่ได้ก็ให้เขาสร้างบารมี แบบเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราจะสร้างคุณงามความดี อำนาจวาสนาไม่มีใครทำให้ เราสร้างของเราเอง

คนภาวนาไม่ได้มันเหมือนกับสุดวิสัย จับพลัดจับผลู มันไปของมันไม่ได้ แต่ถ้าคนภาวนาได้ จับพลัดจับผลูอย่างไร กูก็จะสู้มึง เอาตายเข้าว่า ธรรมะอยู่ฟากตาย แล้วกิเลสตายหมด คนนั้นเหลือรอด นี่ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง

ฉะนั้น สิ่งที่นี่มันก็เป็นจริตเป็นนิสัย ถ้าเป็นจริตนิสัย เรามีสติสัมปชัญญะควบคุมของเราไว้ให้ดี อย่าให้มันออกไปวุ่นวายกับใคร รักษาของเราไว้ จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๗๙. เรื่อง “ศีลข้อที่ ๑”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ลูกภาวนาที่วัดมาหลายปี ปีแรกๆ ที่มา ศีลข้อที่ ๑ ของโยมไม่บริสุทธิ์ เพราะฆ่าหนูเพื่อทำวิจัยตอนเรียนป.เอกเยอะเหลือเกิน จึงเจองู สัตว์มีพิษที่วัดเป็นประจำ

ต่อมาภาวนาดีขึ้น ตั้งมั่นในศีล ศีลข้อที่ ๑ บริสุทธิ์ ใจมีเมตตา แปลกมาก สัตว์เหล่านั้นไม่มารบกวนอีกเลยหลายปี (เจอแต่หนูที่กุฏิและห้องน้ำเกือบทุกห้องที่มาวัด ต้องเก็บขี้หนู ทำความสะอาดตลอด แต่ยอมรับว่าเมตตา ความรู้สึกดีขึ้น)

ตอบ : สิ่งที่ดีขึ้น เห็นไหม นั้นก็คือความดีขึ้น แล้วดีขึ้น ต่อไปมันอารัมภบทไปยาวเลย จบ

เอาที่ว่าเราประพฤติปฏิบัตินี้ ถ้าเราประพฤติปฏิบัตินี้ เราก็ปฏิบัติของเรา ถ้าปัญญามันจะเกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมบ่มเพาะเรา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ เราทำความสงบของใจเข้ามา

พระอัครสาวกเบื้องซ้าย พระโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์มีฤทธิ์มีเดช เวลาถึงเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผยแผ่ธรรมๆ สิ่งที่เป็นกำลังหลัก พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ

เวลาลัทธิศาสนาอื่นเขาจะทำลายศาสนา เขาปรึกษากันว่าต้องทำลายใครก่อน ก็ทำลายมือไม้ ทีมงานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตัดทอนทีมงานนั้น ก็ลงมติกันว่าต้องทำลายพระโมคคัลลานะก่อน จะไปทุบพระโมคคัลลานะ

โจรจะไปทำร้ายพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะรู้ก่อน เหาะหนี เหาะหนี ๒ รอบ รอบที่ ๓ เอ๊ะ! มันเกิดจากอะไร อ๋อ! เวรกรรม กรรมเก่า ถึงที่สุดก็ยอมรับ ให้เขาทุบจนตาย

นี่ไง เพราะโจรต้องการทำลาย จะบั่นทอนพระพุทธศาสนา เวลาทำร้ายเสร็จแล้วเขาไปนั่งคุยอวดคุยโม้กัน กินเหล้าเมายาแล้วก็อวดว่าได้ทำร้ายพระโมคคัลลานะ สุดท้ายโดนกษัตริย์จับไปฆ่าทิ้งหมดน่ะ นั่นเวรกรรมของสัตว์

ถ้าเวรกรรมของสัตว์ มันก็เวรกรรมของสัตว์ แต่พระโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์ไปแล้วนะ ไม่ได้มาฆ่าหนูอยู่นี่ แล้วไม่ได้มาจับหนูอยู่นี่ แล้วไม่ได้มาสงสัยในหนูอยู่นี่

แต่เวลาสิ้นกิเลสไปแล้ว เศษของกรรม นั่นมันเศษของกรรม

ไอ้นี่เรามาวิตกวิจารณ์ของเราว่ามันเป็นเพราะอดีตของเรา

อดีตของพระโมคคัลลานะตั้งแต่อดีตโพ้นยาวไกล

เราพูดอย่างนี้ มีคนมาโต้แย้งว่า พระโมคคัลลานะยังฆ่าแม่

มันเป็นอดีต นี่ไง บุพเพนิวาสานุสติญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีต้นไม่มีปลาย มันย้อนอดีตไปอีกยาวไกลนู่น เพราะพระโมคคัลลานะทำลายแม่แล้วตกนรกอเวจี

คนทำอนันตริยกรรม ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้อพระโลหิต ทำสงฆ์แตกแยก นี่เป็นอนันตริยกรรม ทำไมมาเป็นพระโมคคัลลานะได้

นี่ไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ ไม่มีต้นไม่มีปลาย มันยาวไกลนู่น พระโมคคัลลานะเคยทำร้ายแม่ ตกนรกอเวจี พ้นจากนรกอเจวีแล้วยังสร้างบารมีขึ้นมาเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย สร้างบุญกุศลมากกว่าพระอรหันต์ปกติ

พระอรหันต์ปกติแสนกัป พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรได้ทำมากกว่า เวลาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า “อัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาของเรามาแล้ว”

มาแล้ว คือเขาสร้างของเขามา เขาทำของเขามา เขาทำมายาวไกลขนาดนั้น เศษกรรมยังโดนโจรทุบตายเลย

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ผิดศีลข้อที่ ๑ มันก็อดีต อดีตมันก็คืออดีต อดีตมันผ่านไปแล้ว แต่อดีต เพราะความลับไม่มีในโลก เราเป็นคนทำ เรารู้ พอเรารู้ สิ่งใดเกิดขึ้น เราก็ตั้งสติ มันก็เรื่องตั้งสติ มันผ่านไป พอมันผ่านไป เพราะเราเอาปัจจุบันนี้

ถ้าเราเอาปัจจุบันนี้ เราก็พิจารณาของเราที่ปัจจุบันนี้ พิจารณาของเรา ปัญญามันจะเกิดมากน้อยขนาดไหน พิจารณาของเรา แล้วพิจารณาอย่างนี้มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เพราะมันต้องทำความสงบของใจเข้ามา

แต่ถ้ามันจะเป็นภาวนามยปัญญา จิตสงบแล้ว

นี่เรื่องปกติ มันเห็นกันตาเนื้อ แต่ถ้าจิตมันสงบแล้ว ถ้ามันไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นั่นจะเป็นวิปัสสนา ถ้าวิปัสสนาเกิดขึ้น นั่นแหละมันจะเป็นเข้าสู่อริยสัจ เข้าสู่ความจริง

อันนี้มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันเป็นปัญญาโดยสามัญสำนึก เป็นปัญญาโดยปกติของเรา ที่เรามาฝึกหัดมาภาวนากันนี้ก็มารักษาศรัทธา รักษาความตั้งมั่น รักษาให้เราไม่หลุดจากหนทางมัคโค ทางอันเอก ไปสู่ให้กิเลสมันครอบงำ ให้ทำสิ่งใดที่มันสะใจๆ จะมีความสุขด้วยความตื่นเต้น ด้วยความสะใจ

แต่ด้วยความเป็นธรรม สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบระงับนี้ต่างหาก ไม่ใช่สะใจ ปกติสุขธรรมดา แล้วถ้าปกติสุขธรรมดาแล้ว ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มันจะเป็นประโยชน์กับเรา

สิ่งที่เป็นอดีตมันก็คือเป็นอดีตไปแล้ว เป็นอดีตเพราะตอนนั้นมันเป็นหน้าที่ หน้าที่ก็คือหน้าที่ เวลามันพ้นจากหน้าที่นั้นไป มันเป็นสิ่งที่ว่ามันฝังใจ แล้วก็จะมาว่ามันจะเป็นอย่างนั้นๆ

ไม่ เพราะไอ้นี่ก็แค่ชาตินี้ ไอ้ชาติที่ทำๆ มา เห็นไหม พระโมคคัลลานะยาวไกลโพ้นนู่น

เพราะมันมีคนมาโต้แย้งไง “แหม! พระโมคคัลลานะฆ่าแม่”

ก็อยู่ในพระไตรปิฎก เพราะพระโมคคัลลานะเวลาโดนโจรทุบตาย แล้วพอเสร็จสิ้นงานศพของท่านแล้ว พระเขาแปลกใจ ไปถามพระพุทธเจ้า ทำไมมันเป็นแบบนี้

พระพุทธเจ้าว่า ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

มันต้องมีเหตุ มันต้องมีที่มาที่ไป แล้วเหตุนี้มันก็เป็นพระโมคคัลลานะทำไว้เอง แล้วเวลาผล ผลมันก็มาตกอยู่กับพระโมคคัลลานะ แต่พระโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว นี้มันเศษกรรมทั้งนั้น

สอุปาทิเสสนิพพาน พระอรหันต์ที่ยังมีเศษเหลือจากชีวิตนี้ แต่เวลาทิ้งธาตุขันธ์ไปแล้ว อนุปาทิเสสนิพพาน คือเอ็งทำอะไรไม่ได้แล้ว เวรกรรมไม่เกี่ยว จบสิ้น

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเย้ยมารไง มารค้นคว้าหาพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า มาร มาร ไม่ต้องหา เพราะหามันต้องมีภวาสวะ มีภพ จิตน่ะตัวภพตัวชาติ นี้ทำลายภพชาติ ทำลายวัฏฏะแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว หาไม่เจอหรอก แต่ยังมีชีวิตอยู่นี่ ทำลายภพชาติแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่ สอุปาทิเสสนิพพาน

นี่ไง ฉะนั้น เวลาพระโมคคัลลานะละทิ้งธาตุขันธ์ เศษส่วน เศษที่เวรกรรมมันตาม จบครับ

มาร มาร เธอไม่ต้องหา ไม่เจอ ไม่เจอ ไม่เจอ หาไม่เจอหรอก เพราะไม่มีภพชาติ ไม่มีสถานที่ ไม่มีเศษส่วนที่เอ็งค้นคว้าได้ ไม่มีทาง

มารร้องไห้ มารคร่ำครวญ มารจะเป็น มารจะตายเลยล่ะ

แต่ของเรา เราฝึกหัด เราปฏิบัติ ไม่ต้องพร่ำเพ้อให้มันยาวไกล เอาปัจจุบันนี้แล้วจำกัด ทำความสงบของใจเข้ามา ฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาที่จะเกิดขึ้นเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญารู้เท่ากิเลส ปัญญาจะชำระล้างกิเลส

ไม่ใช่สัญญาที่ไปจำแต่อดีตมา แล้วมาเทียบมาเคียงให้เราอ่อนไหว ให้เราต้องไปตามมัน

วาง อยู่กับปัจจุบันนี้เท่านั้น แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้ได้สมความปรารถนาของตน เอวัง